วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9


บันทึกอนุทินครั้งที่  9

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557


การเขียนแผนการจัดประสบการณ์
การบูรณาการกับวิชาอื่นๆ
  • คณิตศาสตร์: การนับจำนวน--->การบอกจำนวน--->การแทนด้วนสัญลักษณ์(ฮินดูอารบิก)
  • ภาษา : การสื่อสาร--->การฟังและการบอก--->การวาดรูป--->การเล่าเรื่อง ( ฟัง พูด เขียน อ่าน )
  • วิทยาศาสร์ : การสังเกต การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Moter)
หน่วย เรื่อง กล้วย Banana

ตัวอย่างแผนการสอนประจำวันจันทร์ เรื่อง ชนิดของกล้วย
  • ขั้นนำ>>> การนำเข้าสู่บทเรียนโดยการร้องเพลง คำคล้องจอง การเล่านิทาน ที่กี่ยวข้องกับชนิดของกล้วย
  • ขั้นสอน>>> การใช้คำถามกระตุ้นและทบทวนเพื่อทดสอบความจำของเด็ก + ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และการสังเกตถึงความเหมือนและความต่างของกล้วยแต่ละชนิด
  • ขั้นสรุป>>> การรวบรวมข้อมูลโดยการใช้กราฟฟิกในการนำเสนอข้อมูล
กิจกรรมเสรี >>> ให้ด็กได้วาดภาพ การทำศิลปะสร้างสรรค์ผลงาน

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
  1. การเขียนแผนการสอนที่บูรณาการกับวิชาอื่น
  2. การเขียนแผนการสอนที่เด็กได้รับประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งเนื้อหาและทักษะ
  3. การเขียนแผนการที่มีข้อมูลหรือความรู้ที่เชื่อมโยงกัน
  4. การเขียนแผนการสอนให้ครบและมีเนื้อหาที่เด็กเข้าได้ง่าย
  5. การนำเรื่องใกล้ตัวด็กมาขยายหรือสนับสนุนข้อมูล
  6. การสร้างแผนที่มีวิธิการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมเด็กให้ครบทุกด้าน


เทคนิคการสอน
  1. ทักษะการคิดวิเคราะห์
  2. ทักษะการเชื่อมโยงเนื้อหา
  3. ทักษะการเรียนรู้ที่เน้นการบูรณาการ
  4. ทักษะการเขียนแผนการสอนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยที่เรียน
  5. การเขียนแผนโดยการใช้คำหรือประโยคที่ถูกต้อง
  6. การจัดระบบของแต่ละวันในการสอนเด็ก
การประเมินการเรียนการสอน
  • ประเมินตนเอง : ตรงต่อเวลา แต่งกายเรียบร้อย ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน เช่นการตอบคำถาม การคิดวิเคราะห์ความรู้ในการเขียนแผนการสอนให้ถูกต้องและครอบคลุม
  • ประเมินเพื่อน : เพื่อนทุกคนให้ความร่วมมือในการรียน การฟัง การเขียนแผนการสอน เพื่อให้แต่ละแผนมีความถูกต้องและความหลากหลาย
  • ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ได้กระตุ้นให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเขียนแผนการสอน การยกตัวอย่างเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในการเขียนแผน จึงทำให้นักศึกษามีทักษะการเขียนแผนเพื่อนำไปใช้ในการเรียนและการทำงาน 

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8


บันทึกอนุทินครั้งที่  8

วันพฤหัส ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557



กิจกรรม : นำเสนอสื่อของล่นวิทยาศาสตร์สำหรับด็กปฐมวัย

ยกตัวอย่างสื่อ
  1. เสียงแตร ปู๊นๆ
  2. เรือของเล่น
  3. กระป๋องบูมเมอแรง
  4. ปืนลูกโป่ง
  5. แท่นยิงจากช้อน ฝาขวด
  6. โยโย่จีน
  7. ขวดน้ำผิวปาก
  8. แก้วส่งเสียง
  9. เป่าให้ลอย
  10. ตุ๊กตาโยกเยก
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
  1. การประดิษฐ์สื่อของวิทยาศาสตร์ต้องมีขั้นตอนที่ง่ายเพื่อเด็กจะได้ลงมือทำด้วย (Active Learning)
  2. การประดิษฐ์สื่อที่เด็กได้รับประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งเนื้อหาและทักษะ
  3. การใช้วัสดุเหลือใช้ในการประดิษฐ์สื่อ เพื่อให้เด็กได้เห็นถึงประโยชน์ที่หลากหลายของวัสดุต่างๆ
  4. การประดิษฐ์สื่อที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์(creativity)ให้กับครูและเด็ก
  5. การประดิษฐ์สื่อโดยการรียูส (Reuse) สิ่งของต่างๆ
  6. การหาความรู้พิ่มเติมเพื่อนำมาสนับสนุนและขยายความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก 
การใช้เทคนิคการสอน
  1. ทักษะการค้นคว้าหาความรู้ต้วยต้นเอง(Research)
  2. ทักษะการนำเสนอ(Reports)และอภิปราย(Discussion)กับสื่อของตนเอง
  3. ทักษะการเชื่อมโยงความรู้จากของเล่นเด็กสู่การบูรณาการกับวิทยาศาสตร์
  4. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้
  5. การขยายความรู้กับสื่อที่นักศึกษานำเสนอ
  6. ส่งเสริมการแก้ปัญหา(Problem Solving)
  7. ส่งเสริมให้นักศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมพื่อนำมาสนับสนุนสื่อ 
  8. ทักษะการใช้สื่อและเทคโนยีในการศึกษา
การประเมินการเรียนการสอน
  • ประเมินตนเอง : ตรงต่อเวลา แต่งกายเรียบร้อย ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน เช่นการใช้เหตุผลกับสื่อของเพื่อนเพื่อให้เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ ร่วมการตอบคำถาม และการขยายความรู้ร่วมกับเพื่อนและอาจารย์
  • ประเมินเพื่อน : กิจกรรมการประดิษฐ์สื่อในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์จากผลงานของเพื่อนและการเพิ่มติมความรู้วิทยาศาสตร์ จึงทำให้เห็นถึงความสมบูรณ์ในการศึกษาค้นตว้าด้วยตนองและนำมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
  • ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ได้เพิ่มเติมความรู้ให้กับนักศึกษา ให้เทคนิคการทำสื่อการเพิ่มประสบการณ์ให้กับเด็กที่หลากหลาย โดยเด็กสามารถนำมาเปรียบเทียบได้และได้เรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7


บันทึกอนุทินครั้งที่  7

วันพฤหัส ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557


ชื่อกิจกรรม : กระดิ้บกระดื้บ
อุปกรณ์ 
  1. แกนกระดาษทิชชู
  2. ไหมพรม (Yarn)
  3. กระดาษ (Paper)
  4. กรรไกร (Scissors)
  5. ตาไก่เจาะกระดาษ
  6. กาว (Glue)
ขั้นตอนการทำ


  1. ตัดแกนทิชชูให้เป็นครึ่งท่อน
  2. เจาะรูทั้ง 2 ข้าง
  3. ตัดกระดาษวงกลม วาดภาพตกแต่งให้สวยงาม
  4. ติดรูปตรงกลางระหว่างรูเจาะ
  5. ร้อยเชือกไหมพรม พร้อมมัดปลายเชือก


การเล่น (Play)
นำเชือกคล้องคอแล้วดึงเชือกทีละข้าง 

คำถามกระตุ้นเด็ก : "เกิดอะไรขึ้น ลองทำดู"


บทความวิทยาศาสตร์

1.สอนเด็กปฐมวัยเรียนวิทย์จาก เป็ด และ ไก่  โดยการนำสื่อ นิทานเรื่อง หนูไก่คนเก่ง
ขั้นนำ : ครูและเด็กร้องเพลงไก่ ร่วมกันสนทนา และตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์ "ไก่กับเป็ดต่างกันอย่างไร"
ขั้นสอน : เปิดโอกาสให้เด็กสำรวจ รวบรวมข้อมูล จากการทัศนศึกษาฟาร์มไก่และเป็ด โดยสังเกตด้วยตาเปล่าและแว่นขยาย(magnifying glass)
ขั้นสรุป : ให้เด็กนำเสนอผลงานจากคำพูดและภาพวาด

2.จุดประการเด็กคิดนอกกรอบ สนุกคิดกับของเล่นวิทย์ โดยการจัดกิจกรรมให้เด็กประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์จากวัสดุเหลือใช้ และการนำมาประยุกต์ให้กับเด็กปฐมวัย

3.ส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก โดยการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เช่นการรวบรวมข้อมูลแล้วการนำไปใช้  การลงมือปฏิบัติ การบูรณาการ

4. สอนลูกเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ(Natural phenomena) แนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ไว้ 5 ประการ ที่เรียกว่า “5 Craig’s Basic Concepts” ว่าทุกสิ่งในโลกนี้จะมีลักษณะสำคัญร่วม 5 ประการ คือ

ความเปลี่ยนแปลง (Change) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงควรให้เด็กเรียนถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ
ความหลากหลาย (Variety) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกัน จึงควรให้เด็กเรียนรู้ความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งต่างๆ
การปรับตัว (Adjustment) ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ครูจึงควรสอนให้เด็กได้สังเกตลักษณะของสิ่งนี้ เช่น จิ้งจกจะเปลี่ยนสีตามผนังที่เกาะ เป็นต้น
การพึ่งพาอาศัยกัน (Mutuality) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น นกเอี้ยงกับควาย ดังนั้น ครูจึงต้องให้เด็กเห็นธรรมชาติของสิ่งนี้
ความสมดุล (Equilibrium) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะต้องต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต และปรับตัวเพื่อให้ได้สมดุล และมีการผสานกลมกลืนกันเช่น ปลาอยู่ในน้ำ นกบินได้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก สัตว์แข็งแรงย่อมกินสัตว์ที่อ่อนแอ สัตว์ที่อ่อนแอต้องมีอาวุธพิเศษบางอย่างไว้ป้องกันตัว เป็นต้น เด็กควรมีความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งนี้ เพื่อให้ตนเองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติสามารถรักษาสมดุลไว้ได้

5.การสอนลูกเรื่องอากาศ(Teaching Children about weather)  การจัดกิจกรรมให้เด็ปฐมวัยได้เรียนรู้ถึงส่วนผสมของก๊าซต่างๆและไอน้ำ รู้คุณสมบัติของอากาศว่าไม่มีสี ไม่มีรสชาติ และไม่มีกลิ่น ก๊าซที่มีอยู่มากและจำเป็นต่อสิ่งที่มีชีวิตคือก๊าซออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศรอบๆตัวเราทุกหนทุกแห่ง อากาศมีอยู่ในบ้านและบริเวณ มีอยู่ในโรงเรียน บริเวณรอบโรงเรียน กลางป่า เขา ชายทะเล แม่น้ำ น้ำตก สวน และอื่นๆ

เทคนิควิธิการสอน
  • การประดิษฐ์สื่อของเล่นวิทยาศาสตร์
  • การเป็นนักแก้ปัญหา โดยการเชื่อมโยงความรู้หรือการประยุกต์สื่อเด็กประถมศึกษามาใช้กับเด็กปฐมวัย 
  • ทักษะการใช้คำถามปลายเปิด
  • การใช้คำที่กระตุ้นนักศึกษาเพื่อการร่วมมือกันในการเรียนการสอน
  • การเขียนแผนการสอน
  • การยกตัวอย่างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็ก
  • การให้นักศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเอง
  • ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี
  • การสอนการนำเสนองาน 
  • การอภิปราย
  • การนำเนื้อหาทุกวิชามาบูรณาการกับวิชาวิทยาศาสตร์
การประเมินการเรียนการสอน
  • ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและสนุกกับการทำกิจกรรมประดิษฐ์สื่อ เพราะเราสามารถนำไปใช้ได้จริง และเนื้อหาบทความวิทยาศาสตร์ก็สามารถนำไปใช้ได้และทำให้เรามีความรู้ที่หลากหลายจากการที่เพื่อนมานำเสนอบทความ
  • ประเมินเพื่อน : เพื่อนทุกคนตั้งใจทำกิจกรรมและช่วยกันหาคำตอบได้ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ 
  • ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลายทั้งการป้อนข้อมูล การศึกษาความรู้ด้วยตัวเอง การเพิ่มเติมความรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานเวลาออกฝึกสอน และในการเรียนมีทั้งเนื้อหาภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติทำให้การเรียนสนุกและตื่นเต้น

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

บทความวิทยาศาสตร์


สอนลูกเรื่องไฟฉาย (Teaching Children about Flashlight)

     การสอนลูกเรื่องไฟฉาย (Teaching children about flashlight) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้กับเด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องทำความสว่าง ทั้งนี้เพราะการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเรื่องจำเป็นในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพ ในยุคปัจจุบันสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัยเกิดการเปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านเทคโนโลยี มีผลให้เกิดมีเครื่องใช้จำเป็นและอำนวยความสะดวกให้คนเรา ดั้งนั้น ไฟฉาย เป็นเครื่องใช้ที่ให้ความสว่างซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้นการนำเรื่องไฟฉายมาจัดกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ตรงตามจุดมุ่งหมายในหลักสูตร
   
   การสอนลูกเรื่องไฟฉายสำคัญอย่างไร

ไฟฉายเป็นเครื่องใช้ที่มีแสงไฟสว่างก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้โดยทั่วไป เช่น คนเดินทางในที่มืดๆ หรือใช้ไฟฉายเพื่อการบันเทิง ( การเชิดหุ่นเงา การแสดงละคร ) แพทย์ใช้เครื่องมือส่องไฟตรวจสุขภาพของผู้ป่วย เป็นต้น ไฟฉายจึงเป็นสิ่งของต่างๆรอบตัวที่เด็กควรเรียนรู้ ดังปรากฏในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่ได้กำหนดสาระที่ควรเรียนรู้ เรื่อง สิ่งต่างๆรอบตัว โดยที่หลักสูตรมุ่งให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งสอดคล้องสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ได้เสนอการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 โดยกำหนดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ในสาระที่ 5 : พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 : เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดำรงชีวิต  การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อ สารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นปฐมวัย สำรวจการใช้พลังงานใกล้ตัวและบอกการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ตัวชี้วัด 1 สำรวจการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน และสื่อสารผลการสำรวจด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับวัย การที่เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เรื่องไฟฉายผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญนั้น มีจุดมุ่งหมายให้ครูผู้สอนได้นำไปจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความรู้ รวมถึงการพัฒนากระ บวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา ตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัด การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาในระดับต่อไป ดังนั้นการที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องไฟฉายจึงมีความสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กพัฒนาเต็มตามศักยภาพในช่วงวัยที่ต้องเตรียมความพร้อมก่อนเรียนในระดับประถมศึกษาต่อไป

การสอนเรื่องไฟฉายมีประโยขน์ต่อเด็กอย่างไร

  • เมื่อเด็กได้มีโอกาสสืบเสาะหาความรู้เรื่องไฟฉายได้แก่ แสงฉายมาจากไหน ทำไมต้องใช้ไฟฉาย เมื่อได้รับความรู้แล้ว เด็กจะได้ฝึกหัดอธิบายเรื่องที่ศึกษามา
  • เด็กได้ทดลองใช้ไฟฉาย ย่อมทำให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสเพื่อการเรียนรู้
  • เด็กได้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีคือไฟฉายและวิธีการต่างๆจะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของเทคโนโลยี
  • เด็กจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการอธิบายสิ่งที่ค้นพบตามข้อมูลหลักฐานและองค์ความรู้อย่างมีเหตุผล
  • เด็กจะเป็นผู้มีความสามารถในการนำเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเที่ยงตรง มีเหตุผลกับเพื่อนร่วมงาน และตอบคำถามได้
  • ทักษะการสังเกต
  • ทักษะการจำแนก
  • ทักษะการวัด
  • ทักษะการสือความหมาย
ครูจะสอนไฟฉายให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูปิดไฟในห้อง ส่องไฟฉายหลายๆกระบอก แล้วให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระตามจังหะ ให้เด็กเคื่อนไหวไปในลำแสงที่ไฟฉายส่อง
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กเรียนรู้เรื่องรูปร่าง ลักษณะของไฟฉายจากการได้สัมผัส ส่วนประกอบของไฟฉาย แต่ละส่วนมีหน้าที่อย่างไร เช่น
  1. กระจกหน้าไฟฉาย ทำมาจากวัสดุใสคือแก้วสีขาว ส่วนนี้ทำหน้าที่ป้องกันหลอดไฟ ทำหน้าที่ใหแสงสว่าง
  2. กระบอกไฟฉาย มีลักษระเป็นกระบอก ใช้จับเวลาใช้งาน ภายในจะมีช่วงกลวงสำหรับเก็บแบตเตอรี่
  3. ฝาปิดท้าย ใช้ป้องกันเพื่อไม่ให้แบตเตอรี่หลุดออกมา 

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องไฟฉายอย่างไร

  • ทดลองใช้ไฟฉายเล่นกับลูก ถามลูกว่า "เกิดอะไรขึ้น"
  • เมื่อเกิดไฟดับที่บ้าน พ่อแม่เอาไฟฉายมาส่องแสงให้เกิดสว่าง พ่อแม่ร่วมสนทนาเอ่ยชื่อ ไฟฉาย ให้ลูกได้ยิน และให้ลูกถือไฟฉายส่องแสงบ้าง
  • ใช้ไฟฉายเล่นเงากับลูก
  • ทดลองการใช้ไฟฉายให้ลูกเห็น ตั้งแต่ ใส่แบตเตอรี่ กดสวิทซ์ และส่องไฟ
  • หากไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ชี้แนะให้ลูกเห็นไฟฉายที่ร้านวางจำหน่าย
  • ให้ลูกตัดภาพไฟฉายมาทำเป็นแฟ้ม ฝึกการเล่าเรื่องไฟฉาย
  • ช่วยกันเลือกหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องไฟฉาย
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมสืบค้นข้อมูลเรื่องไฟฉายจากคอมพิวเตอร์

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ไฟฉายเป็นแหล่งกำเนิดของแสงที่มนุษย์สร้างขึ้นชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ หลอดไฟ และเทียนไข
  • เมื่อแสงจากไฟฉายกระทบกับวัตถุใดๆ แสงจะสะท้อนกับวัตถุมาเข้าตาเรา เราจึงเห็นวัตถุเหล่านั้น

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6

บันทึกอนุทินครั้งที่  6

วันพฤหัส ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557


ชื่อกิจกรรม : กังหันกระดาษ(turbine paper)

อุปกรณ์ 
1.กระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า(rectangle paper)
2.คลิปหนีบกระดาษ(paper clip)


ขั้นตอนการทำ


  1. ตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
  2. พับครึ่งกระดาษ
  3. ตัดกระดาษจากปลายเข้าสู่ด้านในจนถึงครึ่ง
  4. พับชายกระดาษฝั่งตรงข้ามแล้วนำคลิปหนีบไว้
  5. ตกแต่งให้สวยงาม
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านผลงาน : 
  1. การสังเกตการร่อนของกังหัน
  2. เรียนรู้แรงโน้มถ่วง (Gravitation)
  3. เรียนรู้แรงต้านทาน(Resistance)
  1. การเล่นอย่างสร้างสรรค์
  2. เด็กได้คิดอย่างอิสระ
  3. การทำผลงานที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน
  4. เด็กเกิดความภูมิใจในผลงานของตนเอง และได้มีโอกาสในการลงมือกระทำ
การประยุกต์(Apply) : ร่มชูชีพ เครื่องบิน เครื่องร่อน ฯลฯ

บทความวิทยาศาสตร์
1. แสงสีกับชีวิตประจำวัน มีแม่สีอยู่ 3 แม่สี คือ สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว เรามองเห็นสีได้โดยอาศัยดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสีขาว ส่วนสีต่างๆที่เรามองเห็นนั้นเกิดจากแม่สีทั้ง 3 สีมาผสมกัน เช่น การมองเห็นสีใบไม้สด ใบไม้ดูดสีแดง และสีน้ำเงิน แต่ไม่ดูดสีเขียวเพราะใบไม้มีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) จึงสะท้อนสีเขียวออกมา เราจึงมองเห็นใบไม้สีเขียวสด

2.  เงามหรรศจรรย์ต่อสมอง เป็นสิ่งที่คู่กับแสง เพราะเงาจะตรงกันข้ามกับแสง เงาเกิดจากการที่แสงส่องลงมาแล้วมีสิ่งขวางกั้นจึงเกิดเงาขึ้นมา
การจัดประสบการณ์ให้เด็กเมื่อเด็กกลัวเงา โดยการล่านิทานผ่านเงาสร้างสรรค์ การให้เด็กมายืนที่กลางแจ้งหลายๆเวลา ก็จะส่งผลให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อเงา และมีความสนุกสนานในการเรียนรู้

การจัดกิจกรรมให้กับเด็กเรียนรู้ประโยชน์และความสำคัญของสิ่งแวดล้อมรอบตัว และร่วมกันอนุรักษ์ 
จากบทความนี้เด็กได้เรียนรู้ถึงการพึ่งพาอาศัยกันของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

4.  การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย การแบ่งการเรียนเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้
หน่วยที่  1     การสังเกตโลกรอบตัว
หน่วยที่  2     การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้
หน่วยที่  3     รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง
หน่วยที่  4     การจัดหมู่และการจำแนกประเภท
5.  การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Science experiments) การฝึกกิจกรรมเพื่อฝึกความคิดรงบยอด การเรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และการลงมือค้นคว้าด้วยตนเอง
การทดลอง = การลงมือทำ กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทักษะการเรียนรู้ของเด็ก

Mind Map หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง กล้วย





เทคนิควิธิการสอน
  • การให้ทำสิ่งประดิษฐ์แล้วร่วมกันวิเคราะห์และร่วมสรุปกับผลงานที่ประดิษฐ์ 
  • ทักษะการใช้คำถามปลายเปิด
  • ยกตัวอย่างสื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ และวัสดุธรรมชาติ
  • เทคนิคการสรุป Mind Map และการวางแผนการสอน
  • การยกตัวอย่างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็ก
  • การให้นักศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลแล้วนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมห้องฟัง
  • ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี
  • ทักษะการเขียนสรุป
การประเมินการเรียนการสอน
  • ประเมินตนเอง : ให้ความร่วมมือในชั้นเรียน เช่น ตั้งใจทำกิจกรรมประดิษฐ์ กังหันกระดาษ(turbine paper) และพยายามหาคำตอบของกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น รับฟังคำติชมของอาจารย์เพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น 
  • ประเมินเพื่อน : เพื่อนทุกคนตั้งใจทำกิจกรรมกังหันกระดาษ(turbinepaper) และช่วยกันหาคำตอบได้ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ในการตอบคำถามของอาจารย์ และร่วมมือกันออกแบบการสอนเพื่อให้นักศึกษาไม่ง่วงนอน จึงส่งผลให้การเรียนการสอนสนุกสนานและเต็มไปด้วยคำถามที่ต้องไปหาคำตอบ
  • ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ใช้เทคนิคการสอนที่ส่งเสริมให้นักศึกษาไปค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเองและการจัดกิจกรรมประดิษฐ์สื่อซึ่งทำให้นักศึกษาสนุกกับการสร้างสรรค์ผลงาน แล้วได้นำผลงานมาทดลอง ได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ และอาจารย์ก็รับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา เช่น การจัดการเรียนการสอนให้สนุกสนาน เพื่อกระตุ้นการเรียนที่ดี

ความลับของแสง


ความลับของแสง


แสง 
แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก มีความเร็วถึง 300000 กิโลเมตร/วินาที แสงจะช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว ถ้าหากรอบตัวไม่มีแสงก็จะไม่สามารถมองเห็นวัตถุต่างๆได้ 

คุณสมบัติของแสง 


     การทดลองที่1 

 อุปกรณ์           1.กล่องใบใหญ่มีฝาปิด เจาะรูข้างๆกล่อง
                        2.อุปกรณ์ของต่างๆ เช่น ตุ๊กตา
 วิธีการทดลอง  1. นำกล่องใบใหญ่มีฝาปิด เจาะรูข้างๆกล่อง นำของต่างๆมาใส่กล่อง เช่น ตุ๊กตาจากนั้นปิดฝากล่อง แล้วมองผ่านรูที่เจาะจะไม่สามารถมองเห็น ตุ๊กตาเนื่องจากด้านในกล่องมีความมืดสนิท ค่อยๆเปิดฝากล่อง แล้วเจาะรูเพิ่ม เอาไฟฉายส่องไปในรูที่เจาะใหม่ จะเห็นของในกล่อง 
            แสดงว่าเราจะสามารถมองเห็นวัตถุในกล่องได้ เพราะมีแสงส่องโดนวัตถุและแสงสะท้อนกระทบกับวัตถุเข้ามาที่ตาของเรา จึงสามารถมองเห็นวัตถุได้

     การทดลองที่ 2 
อุปกรณ์            1.กระดาษสีดำ เจาะรูตรงกลางให้เท่ากัน 2 แผ่น

วิธีการทดลอง   1.เปิดไฟในห้องมืด นำกระดาษแผ่นแรกวางคั่นแสงกับพื้นห้อง จะเห็นเพียงแสงที่ผ่านรูเท่านั้น แล้วลองเอาแผ่นที่ 2 ทับก็จะเห็นเพียงแสงที่ผ่านรูเหมือนกัน
     การทดลองที่ 3 


อุปกรณ์          1. กล่องกระดาษเจาะรูข้างกล่อง

                       2.ภาพต้นแบบ

วิธีการทดลอง 1.ส่องไฟจากภาพต้นแบบให้แสงผ่านรูเล็กๆ ภาพจะปรากฏบนกระดาษไข แล้วลองปรับภาพต้นแบบให้เลื่อนเข้า เลื่อนออก จะทำให้เกิดภาพเล็กภาพใหญ่ แต่จะเห็นเป็นภาพกลับหัวเพราะแสงวิ่งเป็นเส้นตรงตกกระทบด้านล่าง แล้วสะท้อนกลับด้านบนทำให้ภาพเป็นภาพกลับหัว             จากการทดลองแสดงว่า คุณสมบัติของแสง คือ แสงจะเดินทางเป็นเส้นตรง ไปกระทบกับวัตถุและสะท้อนจากวัตถุเป็นเส้นตรงเหมือนกัน


การสะท้อนของแสง 


    การทดลองที่1

อุปกรณ์      1. ไฟฉาย

                  2. กระจกเงา

การทดลอง 1. วางกระจกไว้ที่พื้น ฉายไฟฉายลงบนกระจกเงา แสงจะสะท้อนกลับมาเป็นแนวเส้นตรง เมื่อลองเปลี่ยนทิศทาง คือ หันแสงไปทางอื่นแสงจะสะท้อนไปทางตรงกันข้ามเสมอ เพราะลำแสงที่สะท้อนไปจะเป็นมุมที่เท่ากับมุมสะท้อนกลับ
     การทดลองที่2 เรียกการทดลองนี้ว่า กระจกฮาไรโดสโคป
อุปกรณ์      1. กระจกเงา 3 บาน

                  2. ภาพ

การทดลอง 1. นำกระจกเงา 3 บานมาติดกันให้เป็นสามเหลี่ยม เมื่อส่องภาพเข้าไปจะเกิดภาพมากมายเนื่องจาก การสะท้อนแสงและมุมกระจกจะทำให้เกิดภาพ

การหักเหของแสง คือ การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง


เช่น การฉายแสงผ่านน้ำ ถ้าเป็นเส้นตรง แสงก็จะตรง ถ้าฉายแสงเฉียงแสงก็จะเฉียงตาม เนื่องจากน้ำมีความหนาแน่นมาก ทำให้แสงเคลื่อนที่ช้าการหักเหของแสงจะเดินทางจากมวลอากาศมาก ไปสู่มวลอากาศที่น้อย จึงเกิดการหักเห

     การทดลอง  อ่านหนังสือผ่านแก้วที่ใส่น้ำจนเต็ม จะพบว่าการหักเหของแสงจะกระจายออกทำให้ตัวหนังสือที่เห็นใหญ่ขึ้น

การทดลองการหักเหของแสงโดยผ่านการทดลองที่เรียกว่า รุ้งกินน้ำ 


     การทดลองที่ 1 นำน้ำใส่อ่างแก้ว ประมาณครึ่งอ่าง นำกระจกเล็กๆจุ่มลงไปเฉียงทำมุมขึ้นมา แล้วจะเห็นการสะท้อนขึ้นมาเป็นสีรุ้งกินน้ำ

    การทดลองที่ 2 หันหลังให้ดวงอาทิตย์ แล้วฉีดน้ำ จากนั้นสังเกตจากละอองน้ำ รุ้งกินน้ำจะเกิดตรงข้ามกับพระอาทิตย์เนื่องมาจากการหักเหของละอองน้ำ
    คุณสมบัติ วัตถุแต่ละชนิดจะดูดคลื่นแสง สะท้อนกับวัตถุทำให้เห็นสีต่างๆ


เงา     เป็นสิ่งที่คู่กับแสง เพราะเงาจะตรงกันข้ามกับแสง
การทดลอง ส่องไฟตรงกับวัตถุจะเกิดเงาดำๆ บนพื้นที่วางวัตถุไว้ เป็นรูปวัตถุนั้นๆถ้าส่องตรงกับวัตถุเงาที่สะท้อนจะเป็น 2 เงา เนื่องจากแสงเดินทางผ่านเป็นเส้นตรงดูดกลืนแสงวัตถุมา เงาจะเกิดทุกครั้งที่มีวัตถุมาขวางทางเดินของแสง

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5


บันทึกอนุทินครั้งที่  5

วันพฤหัส ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

เนื้อหา / กิจกรรมในชั้นเรียน
ชื่อกิจกรรม : แม่ไก่กกไข่
อุปกรณ์ 
  1. กระดาษ (Paper)
  2. รูปภาพ (Picture) แม่ไก่ และ กองฟางสำหรับกกไข่
  3. ด้ามไม้ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมือเด็ก และ กระดาษกาว


ขั้นตอนการทำ
  1. นำกระดาษสี่เหลี่ยมมา 1 แผ่น
  2. พับครึ่งกระดาษให้มุมพอดี
  3. นำรูปหรือวาดรูปกองฟางมาติดตรงตำแหน่งที่พอดี
  4. กระดาษอีกด้านให้ติดรูปหรือวาดรูปแม่ไก่ในตำแหน่งที่พอดี
  5. นำด้ามไม้สอดด้านในแล้วติดกระดาษกาวเพือความแข็งแรง
  6. หมุมกระดาษไปมาแล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น


ภาพหลังการหมุน
***ภาพที่ปรากฏบนกระดาษจะกลายเป็น จากภาพสองมิติ เป็นภาพสามมิติทันที การปั่นจะทำให้สิ่งที่เราปั่นนั้นหมุนเร็วขึ้นสายตาที่มองไปยังภาพ เนื่องจากเลนส์สายตาปรับความเร็วจากสิ่งที่ปั่นไม่ทัน จึงทำให้เกิดภาพซ้อน***

ผลที่เด็กได้รับจากกิจกรรม
  1. เด็กจะได้เรียนรู้ถึงทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Space & Time)
  2. เด็กได้เรียนรู้ทักษะการสังเกต (Observation)
  3. เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือในการออกแรงปั่นด้ามไม้
  4. เด็กได้เรียนรู้ภาพสามมิติ

บทความวิทยาศาสตร์ (Science article)
1. เด็กๆ อนุบาลสนุกกับ “สะเต็มศึกษา” ผ่านโครงงานปฐมวัย  การจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมของเด็ก จากการสร้างผลงาน   การฝึกกระบวนการคิด ( thinking process)
 การเรียนรู้การแก้ปัญหา ( learning to solve a problem)
วิธีการจัดกิจกรรม
  1. ครูเน้นการบูรณาการ
  2. มีการเชื่อมโยงเนื้อหา
  3. การพัฒนาทักษะ (acquisition)
  4. ท้าทายความสามารถ (challenge)
  5. เปิดโอกาสแสดงความเข้าใจ
  • การปลูกฝังวิยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย
  • สอนให้เด็กตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่ายั่งยืน
  • การเน้นการสร้างประสบการณ์กับการเรียนรู้สิ่งใกล้ตัว ดิน น้ำ ลม ไฟ
  • การเรียนรู้โดยผ่านการสืบเสาะหาความรู้
3. บ้านฉันเป็นค่ายวิทยาศาสตร์  : การที่พ่อแม่ผู้ปกครองสร้างค่ายวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้เรียนรู้ เพื่อปลูกฝังการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก และการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เช่นการเรียนรู้เรื่องเข็มทิศ ให้เด็กได้ทดลองและลงมือกระทำเพื่อหาคำตอบในการใช้เข็มทิศ เด็กก็จะได้ทักษะมากมาย เช่น การสังเกต การคิดแก้ไขปัญหา การตอบคำถามที่ตนเองสงสัย

เทคนิควิธิการสอน (Teaching skill)
  • การให้ทำสิ่งประดิษฐ์แล้วให้ไปหาคำตอบจากการทำกิจกรรม 
  • ทักษะการตอบคำถามที่ได้จากการคิดวิเคราะห์
  • การใช้คำถาม ( Using question)
  • การยกตัวอย่างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็ก
  • การให้นักศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลแล้วนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมห้องฟัง
  • ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี
  • ทักษะการเขียนสรุป (Conclusion skill)
การประเมินการเรียนการสอน
  • ประเมินตนเอง : ให้ความร่วมมือในชั้นเรียน เช่น ตั้งใจทำกิจกรรมภาพสามมิติและพยายามหาคำตอบของกิจกรรม การตอบคำถาม และการแสดงความคิดเห็น
  • ประเมินเพื่อน : เพื่อนทุกคนตั้งใจทำกิจกรรมภาพสามมิติ และช่วยกันหาคำตอบได้ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ในการตอบคำถามของอาจารย์ ร่วมกันแสดงความคิดเห็น จึงส่งผลให้การเรียนการสอนสนุกสนานและเต็มไปด้วยคำถามที่ต้องไปหาคำตอบ
  • ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ใช้เทคนิคการสอนที่ส่งเสริมให้นักศึกษาไปค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเองว่าสาเหตุการเกิดภาพซ้อนเพราะอะไร ได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ การยกตัวอย่างกับสิ่งใกล้ตัวจึงทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย และส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาการใช้ภาษาต่างประเทศ